ทำไม…ทำดีแต่ไม่ได้ดี…

 ปุจฉา : เคยได้ยินคำคำหนึ่งไหมว่า ทำบุญกับคนไม่ขึ้นไหม คำนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

 วิสัชนา : เรื่องทำคุณคนไม่ขึ้นไหม อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นทีเดียวทั้งหมด เราจะต้องดูก่อนว่าทำไมเราทำคุณไม่ขึ้น พระพุทธเจ้าท่านวางหลักว่าเมื่อเราทำบุญจะได้ผลหรือไม่ได้ผลให้ดูว่า

  1. ทำบุญถูกคนไหม
  2. ทำบุญถูกที่ไหม
  3. ทำบุญถูกกาไหม
  4. ทำบุญถูกความถนัดไหม

                ทำบุญถูกคน : หมายความว่า เราทำดีกับเขา เขาต้องการให้เราช่วยหรือไม่ ถ้าเขาปิดใจไม่อยากให้เราช่วย แล้วเราจู่ๆ ก็ไปให้ความช่วยเหลือ มันก็กลายเป็นส่วนเกินของชีวิตเขา กลายเป็นว่าเขามองว่าเราเข้าไปแทรกแซง เขาเรียกว่า ช่วยคนไม่ดูคน หรือเขาต้องการอย่างหนึ่ง แต่เราไปให้อีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นความดีที่เราทำก็สูญเปล่า พูดง่ายๆ ว่าถ้าเขาปิดใจแล้ว เราไปช่วยเขามันก็ไม่เกิดอะไร  เหมือนกับเราเอาต้นกุหลาบมาปลูก แล้วเอาปูนมาโบกทับด้านหน้าทั้งหมด เอาน้ำไปรด น้ำซึมผ่านปูนลงไปได้อย่างไร ที่เรารดน้ำให้นั้นก็สูญเปล่า เช่นเดียวกัน เมื่อเราทำดีกับคน ถ้าเขาไม่เปิดใจรับความดีของเรา มันก็เป็นความดีที่สูญเปล่า ดังนั้นจะทำดีกับใครต้องดูว่าเขาต้องการความดีจากเราไหม เขาต้องการให้เราช่วยไหม

ทำดีถูกที่ : หมายความว่า ที่ที่เราไปทำความดีนั้นในสถานการณ์อย่างนั้นมันจำเป็นไหม เขาต้องการไหม เช่น เราจะไปขายหวีให้กับคนทั้งหมู่บ้านซึ้งเขาโกนหัวกันหมด หัวล้าน หวีมันไม่มีความหมาย เราเอาแว่นไปขายให้กับคนตาบอด มันจะขายได้หรือไม่ ไม่มีความหมายเลยในสภาพแวดล้อมอย่างนั้น เขาไม่ต้องการ ไปทำดีกับเขาก็ไม่มีประโยชน์

ทำบุญถูกกาลเทศะ : กาละ คือ เรื่องของวัน-เวลา เวลาคนไม่หิวเราเอากับข้าวไปให้ เขาจะเห็นคุณค่าไหม เขาก็ไม่เห็นคุณค่าเพราะฉะนั้นก็ต้องดูเวลา เราจะไปขายของ ลูกค้าของเราเขาต้องการสินค้าชนิดนั้นหรือดปล่า ในจังหวะเวลาแบบนั้นเขาไม่ต้องการ เราเอาของไปขายก็ขายไม่ออก เพราะฉะนั้นต้องดูเวลา

ทำบุญถูกความถนัดไหม : เราทำความดี เรามีพรสวรรค์ในการทำความดีหรือเปล่า เช่น เราไปช่วยคนตกน้ำเราถนัดว่ายน้ำหรือเปล่า ถ้าเราไม่ถนัดว่ายน้ำแต่เรากระโดดลงไปกลายเป็นว่าตัวเรานั้นแหละเป็นถาระเสียเอง สุดท้ายคนที่ตกลงไปก่อนรอดเรากระโดดลงไปช่วย เราตาย ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มีอยู่เสมอใช่หรือไม่คนกระโดดลงไปช่วยกลับกลายเป็นว่าไปเพิ่มภาระ

เพราะฉะนั้นการทำคุณคนขึ้นหรือไม่ขึ้น ให้เอาเหตุปัจจัยทั้ง สี่ ข้อนี้ไปพิจารณาดูด้วย คคือต้องดูก่อนว่า

  1. คนคนนั้นต้องการให้เราช่วยไหม
  2. ในสถานที่แบบนั้น เราไปทำความดีแล้วเขาต้องการความดีจากเราไหม
  3. ในเวลาเช่นนั้น เป็นจังหวะที่เหมาะไหม
  4. เราถนัดเราพร้อมเพียงพอที่จะเข้าไปช่วยไหม

ดูเหตุปัจจัยทั้ง สี่ ประการนี้แล้วจึงทำ ถ้าเหมาะก็ทำ ถ้าไม่เหมาะก็ไม่ต้องทำ ที่เขาบอกว่าทำความดีไม่ขึ้นก็เพราะว่าเขาทำความดีไม่ถูกที่ ไม่ถุกคน ไม่ถูกกาล และถ้าไม่ถูกความถนัดของตัวเอง ทำดีอย่างไรก็ไม่มีผลดี เพราะทำดีผิดกาลเทศะ ผิดวัตถุประสงค์ ผิดคน ผิดความถนัด

“หนีคนชอบนินทา ดีไหม”

ปจุฉา : อยู่ในสังคมที่รู้จักกับคนเยอะ ถ้าเกิดไปทางไหนมีแต่คนนินทา ตรงนี้เราจะทำงานไม่สนุกแล้วเกิดภาวะที่กดดันควรทำอย่างไร

วิสัชนา : อาตมาภาพเชื่อว่า การที่เราเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรายังไม่ได้นำเอาธรรมมะมาใช้ ถ้าเรานำเอาธรรมมะมาใช้ จะทำให้จิตใจของเราร่มเย็น สุดท้ายเรื่องก็จะเงียบไปเอง

                 เคยมีคนไปด่าพระพุทธเจ้า พระอานนท์บอกให้ท่านหนี พระองค์บอกว่า เหตุเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น พอเกินแจ็ด วันไม่มีปฎิกิริยาโต้ตอบทุกอย่างมันก็จะเงียบไปเอง คนเราเวลาทำอะไรก็ตาม ถ้ามันมีปฎิกิริยาตอบรับเขาก็จะทำต่อ เด็กที่ร้องไห้แล้วแม่กลับมาดูแลอย่างดี เด็กก็จะเห็นว่าใช้วิธีนี้ได้ผล ต่อไปอยากได้อะไรก็ร้องไห้ ทุกครั้งแม่ก็ต้องเข้ามาดูแล แต่ถ้าแม่เฉยเด็กก็จะเงียบ เพราะฉะนัน้ หลักจิตวิทยาข้อนี้นำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน ขอให้เชื่อมั่นว่าไม่มีฝนที่ไหนที่ตกตลอดคืน พายุจะไม่พัดตลอดวัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ