สุนัขสายพันธุ์ปั๊ก มีลักษณะบุคลิกภาพ ที่ชอบทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับขนาดที่เล็ก แต่มีลักษณะตัวที่ยาวและเรียว มีรูปร่างเป็นเหลี่ยม หุ่นเพรียว หุ่นแน่น ทรวงอกลึก และมีกล้ามเนื้อเป็นก้อนๆ  สุนัขพันธุ์นี้มีรูปทรงของหูที่แตกต่างกัน 2 รูปทรง คือ หูทรงกุหลาบและ รูปร่างกลม หูทรงกุหลาบมักมีขนาดเล็กกว่าขนาดมาตรฐานที่เป็นทรงกลมและมีส่วนด้านหน้าที่โค้งงอมาทางด้านข้างของหัว แต่ลักษณะที่มากับพันธุ์เลยคือรูปร่างทรงกลม ขาของสุนัขพันธุ์นี้มีความแข็งแรงมาก เหยียดตรง ยาวปานกลาง สามารถใช้งานได้คล่องแคล่ว ส่วนหัวไหล่ลู่ ไปทางด้านหลังเล็กน้อย ส่วนของข้อเท้ามีความแข็งแรงไม่ว่าจะเป็นการก้าวและการลงน้ำหนัก ฝาเท้าไม่ยาวมากเหมือนฝาเท้ากระต่าย และไม่กลมมากเหมือนเท้าแมว นิ้วเท้าแยกออกจากกันและมีเล็บสีดำ ส่วนฟันล่างของเขาจะงอกเป็นปกติมากกว่าฟันบนทำให้มีลักษณะการสบฟัน

ลักษณะนิสัย

พวกเขาจะไม่ชอบเข้าหาสังคมมากเท่าสุนัขอื่นๆในตระกูลทอย เขาดูมีความเคร่งเครียดและไม่ค่อยสนุกสนาน คำขวัญประจำสุนัขพันธุ์นี้คือ “multum in parvo” อาจดื้อและหัวแข็ง แต่โดยปกติจะค่อนข้างชอบเอาใจ มีนิสัยง่ายๆสบายๆ และไม่ค่อยเห่า ขุด หรือเคี้ยว เข้ากันได้ดีกับสุนัขตัวอื่นๆ ชอบอยู่กับผู้คนและมักเป็นที่ที่รักใคร่ของทุกๆคน เป็นสุนัขที่เป็นเพื่อนที่ดีสายพันธุ์หนึ่ง

สุนัขสายพันธุ์ปั๊ก การดูแล

  • สำหรับการออกกำลังกาย แม้ว่าสุนัขพันธ์นี้จะมีลักษณะที่ชอบเล่นและพลังเยอะ แต่ด้วยสรีระของเขานั้นไม่เหมาะกับการออกกำลังกายหนักๆ กิจกรรมที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย ได้แก่ เดินสั้นๆ และมีเวลาเล่นที่พอดี และอาจปรับเวลาการออกกำลังกายได้ตามสภาพภูมิอากาศ เช่น ถ้าอากาศร้อนอาจจะจำกัดเวลาการออกกำลัง เพราะร่างกายที่ไม่ทนต่ออากาศร้อนและเสี่ยงต่อการเกิดลมแดดได้ โดยปกติคนเรามักไม่ชอบสภาพอากาศที่เย็นจัดและฝนตก สุนัขก็เช่นกัน อาจเพิ่มเวลาในการเล่นในบ้านมากขึ้น เพื่อให้เขาได้มีเวลาในการออกกำลังมากขึ้น
  • อาหาร สุนัขสายพันธุ์นี้ปริมาณอาหารที่ควรจะได้รับในหนึ่ง วันอยู่ที่ ½-1 ถ้วย และแบ่งเป็น 2 มื้อ การควบคุมน้ำเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนิสัยชอบกิน ทั้งๆ ที่ไม่ได้หิว อาจทำให้มีปัญหาอ้วน และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องโรคจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสมควบคู่กันไป

 โรคประจำพันธุ์

นอกจากปัญหาจมูกสั้นและการยกตัวของกระดูกสันหลังแล้วยังพบปัญหาการบาดเจ็บที่ตา เช่น แผลหลุมที่ตา(puncture wound) หรือแผลที่กระจกตาจากการเกา (scratched corneas) และอาการเจ็บปวดจากเปลือกตางอกผิดปกติหรือโรคเปลือกตาม้วนเข้าข้างใน(entropion) นอกจากนี้ยังมีปัญหาของระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย มีชีวิตอยู่แบบหายใจได้ไม่ปกติหรือประสิทธิภาพหรือความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิจากถ่ายเทอากาศไม่ดีจากบริเวณลิ้น อุณหภูมิร่างกายปกติของสุนัขพันธุ์นี้อยู่ระหว่าง 101 °F (38 °C) และ 102 °F (39 °C) หากอุณหภูมิร่างกายสูงมากถึง 105 °F (41 °C) จะไม่สามารถแก้ไขให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลงได้และความต้องการออกซิเจนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และควรได้รับการปรับอุณหภูมิให้เย็นลงทันที ถ้าอุณหภูมิสูงถึง 108 °F (42 °C) จะทำให้เซลล์ในอวัยวะภายในร่างกายเสียหาย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงในระยะยาวตามมาหรือทำให้เสียชีวิตได้ การใช้ชีวิตของสุนัขพันธุ์นี้ส่วนใหญ่จะชอบอยู่นิ่งๆ ซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนตามมา เนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายและไม่ได้กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

 

 

 

สุนัขสายพันธุ์คอร์กี้ ( Corgi )

รู้หรือไม่ ? สิวเสี้ยนรักษาอย่างไร